ศัลยกรรมปลูกผมถาวรคืออะไร มีกี่แบบ ในประเทศไทยนิยมใช้เทคนิคอะไรบ้าง

การศัลยกรรมปลูกผมถาวร (Hair Transplantation) ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และประเทศไทยโดยเฉพาะปลูกผมเชียงใหม่เองก็เป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการปลูกผมที่ได้รับความนิยม บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าการปลูกผมคืออะไร มีกี่เทคนิค ปลูกผมมีกี่แบบ และเทคนิคไหนที่กำลังนิยมที่สุดในไทยและเชียงใหม่

การปลูกผมถาวร คืออะไร?

การปลูกผมถาวร คือ การผ่าตัดย้ายเซลล์รากผมจากบริเวณที่แข็งแรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณท้ายทอยหรือด้านข้างศีรษะ ซึ่งเป็นจุดที่เส้นผมมีอายุยืนยาวและไม่หลุดร่วงง่ายจากอิทธิพลของฮอร์โมน ทำการเก็บเซลล์แล้วนำมาปลูกผมใหม่ในบริเวณที่มีปัญหาผมบางหรือศีรษะล้าน

ทำไมถึงเรียกว่า “ถาวร”? เพราะรากผมที่ย้ายมานั้นจะยังคงคุณสมบัติเดิมจากท้ายทอยไว้ เมื่อย้ายมาปลูกผมติดแล้ว ผมจะเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ตัดได้ สระได้ และจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

เทคนิคการปลูกผมที่นิยมในปัจจุบัน

หลักๆ แล้วขั้นตอนการศัลยกรรมปลูกผมถาวรจะแบ่งตามวิธีการ “เจาะ” หรือ “เก็บ” รากผมออกมา ซึ่งมี 3 เทคนิคหลัก ดังนี้

1. FUT (Follicular Unit Transplantation)

การปลูกผมถาวรด้วยเทคนิค FUT หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “แบบตัดแถบหนังศีรษะ” (Strip Harvesting) คือการศัลยกรรมย้ายเซลล์รากผมจากบริเวณท้ายทอย ซึ่งเป็นส่วนที่เส้นผมมีความแข็งแรงและไม่ได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนที่ทำให้ผมร่วง (DHT) โดยแพทย์จะทำการตัดหนังศีรษะออกมาเป็นแถบยาวขนาดเล็ก จากนั้นจึงนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อแยกเซลล์รากผม (Grafts) ออกมาเป็นกอๆ ก่อนจะนำไปปลูกในบริเวณที่ต้องการ

ขั้นตอนการปลูกผมเทคนิค FUT

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและมีอัตราการรอดชีวิตของรากผมสูง การปลูกผมเทคนิคนี้มีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนดังนี้:

  1. การออกแบบแนวผม: แพทย์จะทำการออกแบบแนวผมใหม่ร่วมกับคนไข้ เพื่อให้รับกับใบหน้าและดูเป็นธรรมชาติที่สุด
  2. การเก็บเกี่ยวรากผม (Harvesting): แพทย์จะฉีดยาชาบริเวณท้ายทอย และตัดแถบหนังศีรษะที่มีรากผมแข็งแรงออกมา
  3. การเย็บปิดแผล: แผลบริเวณท้ายทอยจะถูกเย็บปิดด้วยเทคนิคพิเศษ (เช่น Trichophytic Closure) เพื่อให้แผลเป็นมีขนาดเล็กที่สุดและมีเส้นผมงอกผ่านรอยแผลได้
  4. การคัดแยกกราฟ (Dissection): ทีมผู้เชี่ยวชาญจะนำแถบหนังศีรษะมาแยกเป็นกราฟผมภายใต้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง วิธีนี้ช่วยลดการบอบช้ำของรากผมได้ดีเยี่ยม
  5. การปลูกผม (Implantation): แพทย์จะนำกราฟผมที่คัดแยกแล้วไปปลูกลงในบริเวณที่กำหนดไว้ โดยคำนึงถึงทิศทางและองศาของเส้นผมเดิม
  • ข้อดี: ได้รากผมที่สมบูรณ์สูงมากสำหรับการปลูกผม เหมาะกับคนที่ต้องการปลูกผมจำนวนมากๆ (3,000-4,000 กราฟขึ้นไป) ในครั้งเดียว
  • ข้อเสีย: การปลูกผมด้วยเทคนิค FUT ต้องทิ้งรอยแผลเป็นแนวยาวที่ท้ายทอย และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าวิธีอื่นเพราะเป็นการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออกมา

2. FUE (Follicular Unit Extraction)

สำหรับการศัลยกรรมปลูกผมในปัจจุบัน เทคนิคที่ได้รับความนิยมสูงสุดและถูกพูดถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE (Follicular Unit Extraction) หรือที่เรียกว่า “แบบเจาะ” เนื่องจากเป็นเทคนิคที่ตอบโจทย์เรื่องความสวยงาม แผลขนาดเล็ก และใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย

บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมของการปลูกผมเทคนิค FUE เพื่อให้คุณเข้าใจว่าทำไมปลูกผม FUE วิธีนี้จึงกลายเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งของคนที่มีปัญหาผมบางและศีรษะล้าน

การปลูกผมเทคนิค FUE คืออะไร?

การปลูกผมแบบ FUE คือเทคนิคการย้ายเซลล์รากผมโดย “ไม่ต้องตัดหนังศีรษะออกมาเป็นแถบ” เหมือนวิธี FUT แบบดั้งเดิม แต่แพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษที่มีลักษณะเป็นหัวเจาะขนาดเล็กมาก (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 – 1.0 มม.) ทำการเจาะดึงกอรากผม (Grafts) ออกมาจากบริเวณท้ายทอยทีละกอ เพื่อนำไปปลูกในบริเวณที่มีปัญหา

ด้วยความที่การปลูกผมวิธีนี้เป็นการเจาะรายกอ ทำให้แผลที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กเพียงจุดเล็กๆ เท่าปลายปากกา ซึ่งจะสมานตัวและหายไปเองโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นทางยาว

ขั้นตอนการปลูกผมเทคนิค FUE

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่หนาแน่นและดูเป็นธรรมชาติ การปลูกผมเทคนิค FUE มีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานดังนี้:

  1. ประเมินและออกแบบแนวผม: แพทย์จะวิเคราะห์ความหนาแน่นของผมด้านหลัง และวาดแนวผม (Hairline) ใหม่ให้เหมาะสมกับโครงหน้า
  2. การเตรียมพื้นที่: บริเวณท้ายทอย (Donor Area) จะถูกตัดสั้นเพื่อให้ง่ายต่อการเจาะกราฟ และฉีดยาชา
  3. การเจาะกราฟผม (Extraction): แพทย์ใช้เครื่องมือหัวเจาะขนาดเล็กเจาะดึงรากผมออกมาทีละกออย่างระมัดระวัง
  4. การคัดแยกและดูแลกราฟ: กราฟที่ดึงออกมาจะถูกนำมาแช่ในน้ำยาเลี้ยงเซลล์ชนิดพิเศษเพื่อรักษาความสดใหม่ของรากผม
  5. การปลูกผม (Implantation): แพทย์จะทำการสร้างรูขนาดเล็กในบริเวณที่ต้องการปลูก และนำกราฟผมใส่ลงไปตามทิศทางและองศาที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด

ข้อดีของการปลูกผมแบบ FUE ที่คุณควรทราบ

การเลือกปลูกผมด้วยเทคนิค FUE มีจุดเด่นที่เหนือกว่าเทคนิคอื่นในหลายด้าน:

  • ไม่มีแผลเป็นยาว: ทิ้งไว้เพียงจุดเล็กๆ ที่จะจางหายไปเอง เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบตัดผมสั้น
  • เจ็บน้อย พักฟื้นไว: เนื่องจากไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ แผลจึงสมานตัวได้เร็วมาก ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 1-2 วัน
  • ความแม่นยำสูง: แพทย์สามารถเลือกกอรากผมที่แข็งแรงที่สุดและมีจำนวนเส้นผมต่อกอตามที่ต้องการได้
  • ใช้ขนส่วนอื่นมาปลูกได้: ในกรณีที่ผมบริเวณท้ายทอยไม่พอ เทคนิค FUE สามารถนำขนจากหน้าอกหรือเครามาปลูกผมแทนได้ (Body Hair Transplant)

ข้อเสีย : หากต้องปลูกจำนวนมากอาจต้องใช้เวลานาน และต้องการความชำนาญของแพทย์สูงมากเพื่อไม่ให้รากผมเสียหาย

3. DHI (Direct Hair Implantation)

หากคุณกำลังมองหาวิธีการปลูกผมที่ให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ มีความหนาแน่นสูง และไม่ต้องพักฟื้นนาน เทคนิค DHI (Direct Hair Implantation) คือนวัตกรรมขั้นกว่าที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในคลินิกชั้นนำระดับโลก เป็นเทคนิคปลูกผมที่ พัฒนาต่อยอดมาจาก FUE ซึ่ง ดีซี แฮร์ เซ็นเตอร์ เชียงใหม่ ก็ใช้เทคนิคนี่

ปลูกผมเทคนิค DHI คืออะไร?

การปลูกผมแบบ DHI (Direct Hair Implantation) แท้จริงแล้วคือเทคนิคที่พัฒนาต่อยอดมาจากวิธี FUE แต่มีความพิเศษกว่าในขั้นตอนการนำส่งรากผม โดยใช้เครื่องมือเฉพาะทางที่เรียกว่า “DHI Implanter” หรือ “Choi Pen” ความแตกต่างที่สำคัญคือ ในการปลูกผมแบบเดิม แพทย์ต้องเจาะรูบนหนังศีรษะเตรียมไว้ก่อนแล้วจึงนำกราฟผมไปวาง แต่สำหรับปลูกผม DHI แพทย์สามารถ “ปักและปลูก” กราฟผมลงไปในคราวเดียวกันได้เลยโดยไม่ต้องเจาะรูทิ้งไว้ก่อน

ขั้นตอนการปลูกผมด้วยเทคนิค DHI

กระบวนการปลูกผมแบบ DHI มีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความชำนาญสูงของแพทย์

  1. Extraction (การเจาะกราฟ): แพทย์จะใช้วิธีเดียวกับ FUE คือเจาะดึงรากผมที่แข็งแรงจากท้ายทอยออกมาทีละกอ
  2. Loading (การบรรจุกราฟ): ทีมผู้ช่วยจะนำรากผมที่คัดเลือกแล้วมาบรรจุลงในปากกา Choi Pen อย่างระมัดระวัง
  3. Direct Implantation (การปลูกทันที): แพทย์จะใช้ปากกา Choi Pen ปักลงไปในบริเวณที่ต้องการปลูกผม พร้อมกับกดปล่อยรากผมลงไปในระดับความลึกและทิศทางที่แม่นยำ

ทำไมต้องเลือกปลูกผมแบบ DHI? (ข้อดีที่โดดเด่น)

การเลือกปลูกผมด้วยเทคนิค DHI มีจุดเด่นที่ทำให้หลายคนตัดสินใจเลือกใช้บริการ ดังนี้:

  • ความหนาแน่นสูงสุด: เนื่องจากหัวปากกา Choi Pen มีขนาดเล็กมาก ทำให้แพทย์สามารถปลูกผมให้ชิดกันได้มากกว่าวิธีอื่น สร้างความหนาแน่นได้ดูเป็นธรรมชาติ
  • ควบคุมทิศทางได้แม่นยำ: ปากกา DHI ช่วยให้แพทย์กำหนดองศาและทิศทางของเส้นผมได้ 360 องศา ทำให้ผมที่ขึ้นใหม่ดูกลมกลืนกับผมเดิมที่สุด
  • รากผมมีอัตรารอดสูง: กราฟผมจะอยู่นอกร่างกายน้อยลง เพราะเมื่อบรรจุใส่ปากกาแล้วจะถูกนำไปปลูกผมทันที ลดการบอบช้ำของเซลล์รากผม
  • แผลหายเร็วมาก: แผลมีขนาดเล็กจิ๋วเท่าปลายเข็ม เลือดออกน้อย ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และแทบไม่ต้องพักฟื้น
  • ทางเลือกแบบ Non-Shaven: เทคนิค DHI เอื้อต่อการปลูกผมโดยไม่ต้องโกนผมเดิมทิ้ง (Long Hair DHI) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปกปิดร่องรอยหลังทำทันทีโดยเฉพาะการปลูกผมสำหรับผู้หญิง

ข้อเสีย: ราคาสูงกว่าการศัลยกรรมปลูกผมถาวรด้วยเทคนิค FUE ทั่วไป

ในประเทศไทยนิยมเทคนิคอะไรบ้าง?

ปัจจุบันในประเทศไทยโดยเฉพาะในเชียงใหม่ เทคนิค FUE และ DHI ได้รับความนิยมสูงสุด โดยแบ่งตามกลุ่มเป้าหมายดังนี้

  • เทคนิค FUE: เป็นที่นิยมที่สุดสำหรับบุคคลทั่วไป เพราะตอบโจทย์เรื่อง “ไร้รอยแผลเป็นยาว” และราคาเริ่มจับต้องได้ง่ายขึ้นมากในปัจจุบัน
  • เทคนิค DHI: กำลังมาแรงมากในกลุ่มคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่เนียนเป็นธรรมชาติที่สุด หรือกลุ่มที่ต้องการความเป๊ะของแนวไรผม (Hairline) เพราะแผลเล็กและไม่ต้องพักฟื้นนาน
  • Long Hair FUE: เป็นเทคนิคใหม่ที่เริ่มนิยมในไทย ปลูกผม Long Hair คือการปลูกผมทั้งที่เส้นผมยังยาวอยู่ (ไม่ต้องโกนผม) เหมาะสำหรับดารา เซเลบริตี้ หรือผู้ที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าไปปลูกผมมา

ซึ่งทาง ดีซี แฮร์ เซ็นเตอร์ สาขาเขียงใหม่ มีบริการศัลยกรรมปลูกผมถาวรสามารถทำได้ทั้ง 3 เทคนิคข้างต้นนี้

การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูที่ “จำนวนกราฟที่ต้องใช้” และ “งบประมาณ” ของคุณด้วย ที่สำคัญที่สุดคือการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง ซึ่งถ้าต้องการปลูกผมถาวรเชียงใหม่ทักสอบถามจองคิวปรึกษาแพทย์ได้ตามช่องทางของเราได้ที่นี่